Bangkok Art Dot Com

  • Full Screen
  • Wide Screen
  • Narrow Screen
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
Monday, 11 October 2010 08:03

ลักษณะทางสถาปัตย์ วัดดอกไม้ (สิงห์บุรี) Featured

Written by  Padungsak Wichaidit
Rate this item
(0 votes)

อุโบสถไม้ เป็นพระอุโบสถไม้ไม่มีผนัง หรือพระอุโบสถโถง มีลักษณะทางศิลปะและสถาปัตยกรรมร่วมสมัยระหว่างสมัยอยุธยาตอนปลายกับสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น สร้างจากไม้สักและไม้พื้นถิ่น ปูพื้นด้วยหินอ่อน (สำหรับหินอ่อน เหมือนกับวัดชลอน ซึ่งได้รับพระราชทานมาเมื่อคราวบูรณะอุโบสถวัดชลอน เป็นหินอ่อนที่เหลือจากการสร้างวัดเบญจมบพิตร ปัจจุบันหินอ่อนที่ปูนภายในอุโบสถไม้นั้น ได้ถูกนำไปปูไว้ในอุโบสถหลังใหม่) หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาแบบเกล็ดเต่า ประดับลวดลายหน้าบันพระนารายณ์ทรงครุฑ ช่อฟ้า ใบระกาและหัวนาคสร้างด้วยปูนปั้น บริเวณกำแพงแก้วรายลอบด้วยอิฐโบราณ ซุ้มประตูเป็นแบบสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีอยู่ด้วยกัน 3 ซุ้ม คือ
ซุ้มประตูทิศตะวันออก มีความโดดเด่นกว่าซุ้มอื่นกล่าวคือ มีลวดลายปูนปั้นเป็นพญาครุฑประดับอยู่เหนือซุ้มทั้งด้านในและด้านนอด ส่วนยอดของซุ้มประตูมีปูนปั้นรูปเสมา
ซุ้มประตูทิศเหนือ เป็นแบบทรงยุโรป เรือนยอดเป็นแบบมณฑป ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ซุ้มประตูทิศใต้พังทลายไปแล้ว จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่าซุ้มประตูด้านนี้เป็นแบบธรรมดา
จากซุ้มประตูทั้ง 3 ทิศ พอจะสันนิษฐานได้ว่าอุโบสถแห่งนี้ มีการแบ่งประตูทางเข้าของกลุ่มบุคคล ที่จะมาใช้อุโบสถเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งซุ้มประตูทิศตะวันออกจะเห็นได้ชัด เนื่องจากมีการปูอิฐเป็นทางเดินตั้งแต่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มายังซุ้มประตูด้านนี้
จากการสำรวจเบื้องต้นของสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา พบว่าพระอุโบสถไม้ไม่มีผนังของวัดดอกไม้นั้น เหลือเพียงแห่งเดียวในภาคกลาง และมีโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์ ควรค่าแก่การอนุรักษ์โบราณสถานอันเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรม โดยการบูรณะ ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศิลป์ และสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะภูมิปัญญาท้องถิ่นของช่าง ให้ดำรงคงอยู่กับชาติไทยสืบไป

 

อุโบสกไม้
สภาพพระอุโบสถไม้ไม่มีผนัง ก่อนถูกน้ำท่วมใหญ่เดือนตุลาคม ปี 2549
ถ่ายภาพเมื่อ วันที่ 3 เมษายน 2549

อุโบสกไม้ ถูกน้ำท่วม
สภาพพระอุโบสถไม้ไม่มีผนัง หลังถูกน้ำท่วมใหญ่เดือนตุลาคม ปี 2549
ถ่ายภาพเมื่อ วันที่ 22 มีนาคม 2550

 

ลวดลายหน้าบันพระนารายณ์ทรงครุฑ ทิศตะวันตก หน้าบันทิศตะวันออกชำรุดเสียหาย
ลวดลายหน้าบันพระนารายณ์ ทรงครุฑ ทิศตะวันตก ส่วนหน้าบันทิศตะวันออกชำรุดเสียหาย

ลวดลายปูนปั้นเป็นแบบศิลปกรรมไทยผสมจีน ที่ยังคงความสมบูรณ์และสวยงาม ลวดลายปูนปั้นเป็นแบบศิลปกรรมไทยผสมจีน ที่ยังคงความสมบูรณ์และสวยงาม
รูปแบบลวดลายปูนปั้นเป็น แบบศิลปกรรมไทยผสมจีน ที่ยังคงความสมบูรณ์และสวยงาม

อุโบสกไม้

ช่อฟ้า ใบระกา ปั้นเป็นหัวนาคสร้างด้วยปูนปั้นไทยผสมจีน
ช่อฟ้า ใบระกา ปั้นเป็นหัวนาคสร้างด้วยปูนปั้นไทยผสมจีน
ช่อฟ้า ใบระกา ปั้นเป็นหัวนาคสร้างด้วยปูนปั้นไทยผสมจีน ช่อฟ้า ใบระกา ปั้นเป็นหัวนาคสร้างด้วยปูนปั้นไทยผสมจีน
ช่อฟ้า ใบระกา ปั้นเป็นหัวนาคสร้างด้วยปูนปั้นไทยผสมจีน
ที่มีความสวยงามมากและเหลือ เพียงแห่งเดียวในภาคกลาง


ซุ้มประตู ซุ้มประตู
ซุ้มประตูด้านทิศตะวันออก เป็นแบบสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ส่วนยอดของซุ้มประตูทำเป็นแบบใบเสมา


ลายปูนปั้นลงสีรูปพญาครุฑประดับซุ้มประตูทั้ง 2 ด้าน ลายปูนปั้นลงสีรูปพญาครุฑประดับซุ้มประตูทั้ง 2 ด้าน
มีลาย ปูนปั้นลงสีรูปพญาครุฑประดับซุ้มประตูทั้ง 2 ด้าน
ช่อฟ้า ใบระกา ปั้นเป็นหัวนาคสร้างด้วยปูนปั้นไทยผสมจีน
ช่อฟ้า ใบระกา ปั้นเป็นหัวนาคสร้างด้วยปูนปั้นไทยผสมจีน
ซุ้มประตูด้านทิศเหนือ เป็นแบบทรงยุโรป เรือนยอดเป็นแบบมณฑป
ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น


ช่อฟ้า ใบระกา ปั้นเป็นหัวนาคสร้างด้วยปูนปั้นไทยผสมจีน ช่อฟ้า ใบระกา ปั้นเป็นหัวนาคสร้างด้วยปูนปั้นไทยผสมจีน
ฐานเสมาเก่า สำหรับใบเสมาทำจากหินทราบ ปัจจุบันได้ย้ายไปใช้ที่อุโบสถหลังใหม่

วิหาร มีลักษณะศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้นก่อสร้างด้วยปูน โครงสร้างหลังคา ไม้สักมุงด้วยกระเบื้องดินเผาเกล็ดเต่า ช่อฟ้าใบระกาประดับกระจก หน้าบันแกะสลักไม้ประดับกระจก ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย

วิหาร

สิ่งสำคัญ คือลวดลายแกะสลักไม้บนหน้าบันและเครื่องประกอบทั้ง 2 ด้าน เป็นงานแกะสลักไม้ประดับกระจกลายเทพพนม ที่มีความละเอียดอ่อน สะท้อนให้เห็นถึงฝีมือช่างที่มีความชำนานอย่างมาก มีการผสมผสานศิลปไทยกับจีนได้อย่างลงตัว ซึ่งปัจจุบันมีสภาพชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก ควรได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างเร่งด่วน

หน้าบัน

ลวดลายหน้าบันแกะสลักไม้ประดับกระจก ลวดลายหน้าบันแกะสลักไม้ประดับกระจก ลวดลายหน้าบันแกะสลักไม้ประดับกระจก
ลวดลายหน้าบันแกะสลักไม้ประดับกระจก ลวดลายหน้าบันแกะสลักไม้ประดับกระจก ลวดลายหน้าบันแกะสลักไม้ประดับกระจก

ลวดลายหน้าบันแกะสลักไม้ประดับกระจก
ลักษณะศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น


พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย
พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ลงรักปิดทอง
ประดิษฐานเป็นพระประธานในวิหาร ซึ่งชำรุดทรุดโทรมมาก



พระพุทธรูปโบราณสมัย สุโขทัย
พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย สกุลช่างกำแพงเพชร ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ วัสดุโลหะผสม (สำริด) ลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 33 นิ้ว ความสูงจากฐานถึงยอดพระเกตุ 43 นิ้ว แต่เดิมประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในอุโบสถไม้หลังเก่า ปัจจุบันประดิษฐานเป็นพระประธานในหอสวดมนต์ โดยบริเวณฐานขององค์พระถูกร้อยด้วยเหล็กหนาและเทปูนทับฐานกันสูญหาย


พระพุทธรูปโบราณสมัยสุโขทัย
ปัจจุบันองค์พระพุทธรูปชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก

พระพุทธรูปโบราณสมัยสุโขทัย พระพุทธรูปโบราณสมัยสุโขทัย


จากการสืบค้นประวัติความเป็นของพระพุทธรูปองค์นี้ ก็ไม่มีใครทราบ ทราบแต่เพียงว่าเมื่อ 70 ปี ที่แล้ว พระพุทธรูปองค์นี้ก็มีอยู่ที่อุโบสถไม้หลังนี้แล้ว

ต่อมาอุโบสถไม้ชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่สามารถใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันสร้างอุโบสถขึ้นใหม่เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแทน หลังเดิม เมื่อปี พ.ศ. 2524 และคงพระพุทธรูปไว้เป็นประธานอย่างเดิม ต่อมามีผู้มาให้ทางวัดนำพระพุทธรูปไปไปเก็บรักษาไว้ เนื่องจากมีความสำคัญมาก กลัวว่าจะสูญหาย ทางวัดจึงได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่หอสวดมนต์ และเทปูนทับฐานพระไว้เพื่อป้องกันการสูญหายอีกที

และเมื่อปลายปี 2550 ชาวบ้านได้เกิดศรัทธาที่จะสร้างฐานชุกชีเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปใหม่ และเมื่อก่อฐานเสร็จจึงได้เคลื่อนย้ายองค์พระ โดยการกะเทาะปูนที่เททับฐานพระเอาไว้ออก ในขณะที่เมื่อทำความสะอาดที่ฐานพระพุทธรูปอยู่นั้น ได้พบอักษรจารึกโบราณบริเวณฐานพระ ความยาว 2 บรรทัด ตลอดแนวหน้าตักองค์พระ ในเบื้องต้นทราบแต่เพียงว่าเป็นอักษรจารึกสมัยสุโขทัย ส่วนเนื้อหาของจารึกนั้น

ต่อมาทางวัดได้ติดต่อ อาจารย์ไมเคิลไรท์ นักประวัติศาสตร์สุโขทัย ชาวอังกฤษ พร้อมด้วยนักวิชาการที่เกี่ยวข้องได้เดินทางมาสำรวจและบันทึกภาพ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2551 ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการแปลเนื้อหาของจารึกอยู่ ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าน่าจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างพระองค์นี้

ฐาน จารึก
จารึกใต้ฐานพระ มีอยู่ 2 แถว ตลอดฐานพระด้านหน้า

หลวงพ่อแก้ว
หลวงพ่อแก้ว เป็นพระพุทธรูปหินทรายแดง สมัยอยุธยาตอนกลาง ปางสมาธิ ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธหินทราย ปางสมาธิ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่พบในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี


หลวงพ่อแก้ว


จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุที่พอจะทราบประวัติ หลวงพ่อแก้ว เล่าให้ฟังว่า เดิมทีองค์หลวงพ่อแก้ว เป็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดดอนเตย ซึ่งอยู่ในหมู่ที่ 5 ต.อินทร์บุรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง (ปัจจุบันเป็นวัดร้าง) สันนิษฐานว่าเป็นวัดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งชาวบ้านบริเวณวัดดอกไม้ ได้ช่วยกันอัญเชิญองค์หลวงพ่อซึ่งในขณะนั้นจมอยู่ในดินขึ้นมา เพื่อจะนำไปประดิษฐานไว้ ณ วัดดอกไม้ แต่ปรากฏว่าบริเวณส่วนยอดพระเกตุ และบริเวณหัวเข่าข้างขวาขององค์พระแตกหักหายสูญหายไป ชาวบ้านจึงได้ขออนุญาตกรมศิลปากรทำการขุดหาส่วนที่หายไป ปรากฏว่าขณะทำการค้นหานั้นได้พบกรุพระพุทธรูปทรงเทริด สมัยอยุธยา เนื้อสำริดจำนวนมาก ชาวบ้านได้นำขึ้นมาบางส่วน ที่เหนือคงปล่อยไว้ตามเดิม

หลังจากชาวบ้านค้นหาพบแต่เพียงส่วนหัวเข่าองค์พระเท่านั้น ก็ได้ให้ช่างทำการต่อชิ้นส่วนและบูรณะส่วนยอดพระเกตุขององค์หลวงพ่อแก้วให้ อยู่ในสภาพเดิม ซึ่งยังคงปรากฏร่องรอยให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านบริเวณวัดดอกไม้ และบริเวณใกล้เคียงได้มากราบไหว้ขอพรอยู่เป็นประจำ และสมหวังในสิ่งที่ปรารถนาจวบจนถึงทุกวันนี้

จึงถือได้ว่าพระพุทธรูปศิลาทรายองค์นี้ นาม “หลวงพ่อแก้ว” เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็น อันมาก

ปัจจุบันอุโบสถ วิหาร และพระพุทธรูปมีสภาพชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังคงเป็นตำนานเรื่องเล่าขานและข้อสันนิษฐานว่าเป็นสถานที่สำคัญใน อดีตหลายยุคหลายสมัย เป็นสถานที่ที่จะควรอนุรักษ์ไว้เพื่อรักษาคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ คงอยู่สืบไป.



หลวงพ่อแก้ว หลวงพ่อแก้ว

ทำไมอุโบสถวัดดอกไม้จึงไม่มีผนัง
หรือ จะเป็นพลับพลาที่ประทับมาก่อน ?

จากข้อสงสัยดังกล่าวผู้เขียนได้พยายามสืบค้นประวัติศาสตร์ของพื้นที่บริเวณ วัดดอกไม้ ว่าแต่เดิมเคยเป็นสถานที่ใดมาก่อน หรือเป็นวัดมาแต่เริ่มมีการสร้างวัด  ดังนั้นผู้เขียนจึงได้รวบรวมเอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการสร้างเมือง อินทร์ มานำเสนอดังนี้

“เมืองอินทรบุรี  ยังไม่มีชื่อปรากฏในสมัยพระเจ้าอู่ทอง  กล่าวแต่ว่ามีเมืองสระพุงกับเมืองคลองพลับอยู่ในแถวนั้น  ฉันก็ยังค้นไม่พบว่าอยู่ที่ไหน  เห็นจะตั้งเมืองอินทร์ฯขึ้นเมื่อรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พงั่ว) จึงกล่าวในกฏมณเฑียรบาลว่าเป็นเมืองสำหรับหลานเธอครอง
และในพงศาวดารก็ปรากฏว่ามีเจ้าหลานเธอทรงพระนามว่า "เจ้านครอินทร์" ซึ่งได้ครองกรุงศรีอยุธยาเมื่อภายหลัง  แต่ก็ไม่มีเมืองโบราณปรากฏอยู่ในแขวงเมืองอินทร์ฯ”
(คัดจากชุมนุมพระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  เรื่อง การสร้างเมือง)

ซึ่งสอดคล้องกับการสร้างเมืองอินทร์  ที่ว่าเมืองอินทร์เป็นหัวเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งโดยกษัตริย์สมัยกรุงศรี อยุธยา ประมาณปี พ.ศ.๑๙๑๒  ซึ่งตรงกับสมัยของสมเด็จพระราเมศวร   พระโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง)   เจ้าเมืองเลือกสรรจากเชื้อพระวงศ์ เมืองอินทร์บุรี เดิมตั้งอยู่บริเวณเหนือวัดปราสาท ต่อมาย้ายไปบริเวณเหนือวัดโบสถ์ เจ้าเมืองอินทร์ คนสุดท้าย คือ พระศักดิบุรินทร์

จากเอกสารการเสวนา เรื่อง พระมหากษัตริย์กับการเป็นผู้นำทางวัฒนธรรม โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม  ที่ร้านริมขอบฟ้า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2547  เนื้อหาบางตอนได้กล่าวถึงเจ้านครอินทร์ ว่า “...  ถ้าไปดูเรื่องประวัติศาสตร์ ปรากฏว่ากษัตริย์ที่ไปเมืองจีนไม่ใช่พระเจ้ารามคำแหง แต่กลับเป็นนครินทราชาธิราช  เพราะในจดหมายจีนพูดถึงเรื่องนี้ เกี้ยวลกอิน  ลูกกษัตริย์ซูปั้นนั่งอ๋องไปเมืองจีน  ซึ่งเราเช็คได้คือนครินทราชาธิราชหรือเจ้านครอินทร์  และเจ้านครอินทร์องค์นี้ คือพระราชบิดาของพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ...”
จากการสัมมนายังได้กล่าวถึงสถานที่ในจังหวัดสิงห์บุรี คือ “...  แล้วเจ้านครอินทร์องค์นี้ที่เป็นกษัตริย์สุพรรณบุรี  ก่อนท่านครองสุพรรณบุรี ท่านอยู่เมืองแพรกศรีราชา  ท่านเป็นคนเอาคนจีนมาทำเครื่องปั้นดินเผาในประเทศไทย  เพราะฉะนั้นที่เจ้านครอินทร์นำช่างจีนมา เอามาปล่อยไว้ที่ชันสูตรแห่งหนึ่งที่อยู่ในเขตเมืองแพรกศรีราชา  แล้วอีกเตาหนึ่งไปที่สุโขทัยและศรีสัชชนาลัย ...”

นอกจากนี้ เมืองอินทร์บุรี ยังได้ถูกกล่าวถึงในเอกสารจีนสมัยราชวงศ์หมิง เกี่ยวกับวีรกรรมของเจิ้นเหอ ที่ได้นำทัพเรือเดินทางตระเวนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ทุกชาติส่งเครื่องบรรณาการมาจีนอย่าได้ขาด  และในการเดินเรือทั้ง 7 ครั้ง  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยอย่างลึกซึ้ง  เนื่องจากนายพลเรือผู้เกรียงไกรเสด็จเยือนกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลของ “สมเด็จพระรามราชาธิราช” แห่งราชวงศ์อู่ทอง   ซึ่งในขณะนั้นราชวงศ์อู่ทองเป็นไม้เบื่อไม้เมากับราชวงศ์สุพรรณภูมิ  ซึ่งเคยครองบัลลังก์มาแต่เดิม ต่างก็แย่งชิงอำนาจกันอยู่เป็นประจำ ถือเป็นคู่แค้นสายโลหิตอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนคือ เจ้านครอินทร์ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1  และเคยเสด็จไปเมืองจีนมาแล้วถึง 3 ครั้ง    ดังนั้น  ราชสำนักจีนจึงเป็นกองหนุนอย่างดีของสุพรรณภูมิ เพราะอยากให้เจ้านครอินทร์ ขึ้นครองราชแทนสมเด็จพระรามราชาฯ
และเมื่อเจิ้นเหอ  นำพระราชสานส์จากจักรพรรดิ์จีนมาถึงเมืองไทย      แทนที่จะตรงมา เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระรามราชาฯ ที่กรุงศรีอยธยา  กลับแวะไปอินทร์บุรี เพื่อเยี่ยมเจ้านครอินทร์ก่อน สิ่งนี้เองที่เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ความอดทนของกษัตริย์แห่งราชวงศ์อู่ทองสิ้นสุดลง  และคิดการที่จะกำจัดเจ้านครอินทร์  ทำให้เจ้านครอินทร์อดรนทนไม่ไหว จำต้องยกทัพจาก       เมืองอินทร์มาบุกกรุงศรีอยุธยา และปราบดาภิเษกตัวเองเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า “สมเด็จ     พระนครินทราชาธราช”

เมืองอินทร์บุรี เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยาตามที่ปรากฏ คือ
“…พระเจ้าบุเรงนองยกทัพใหญ่มาล้อมกรุงศรี อยุธยา   ฝ่ายไทยซึ่งมีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและพระมหินทร์ ได้เตรียมป้องกันพระนครอย่างเต็มที่…”
เมืองอินทร์บุรี เป็นเมืองหนึ่ง ที่พระราชพงศาวดารกล่าวว่า ถูกเกณฑ์ให้ไปรักษาเมืองเช่นเดียวกับ เมืองสุพรรณบุรี  เพชรบุรี ฯลฯ   (ประวัติศาสตร์เมืองลพบุรีเอกสารประกอบการสัมมนา ,ร.พ.เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๒๔ ,หน้า .)

และปรากฏในปี พ.ศ. ๒๓๐๗   สมัยของพระเจ้าเอกทัศ (กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา) ซึ่งทรงเตรียมแผนการต่อสู้กับพม่า  คือ “ขั้นที่ ๑ ให้เกณฑ์ทหารออกไปรักษาด่าน โดยแบ่งกองทัพเรือออกเป็น ๙ กองๆ ละ ๒๐ ลำ แต่ละกองมีทหารประจำการกองละ ๑,๔๐๐ คน พร้อมด้วยเครื่องศาสตราวุธ เรือรบมีปืนใหญ่ ๑ กระบอก ปืนขนาดเล็ก ๑ กระบอก แล้วแบ่งไปประจำที่ต่างๆ ดังนี้ ฯลฯ

๖.ให้หม่อมมหาดเล็กวังหน้า ไปตั้งรับพม่าทางแม่น้ำเมืองสิงห์บุรี
(สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในบริเวณวัดพระนอนจักรสีห์ และวัดหน้าพระธาตุ  เนื่องจากสามารถเชื่อมต่อกับแม่น้ำน้อยได้)
๗.ให้หม่อมเทไพ ไปตั้งรับพม่าทางเมืองอินทร์บุรี
(สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในบริเวณวัดประศุก เนื่องจากชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่าวัดสนามชัย)
๘.ให้หม่อมทิพยุพิน ไป ตั้งรับพม่าทางแม่น้ำเมืองพรหมบุรี
(สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในบริเวณจวนเจ้าเมืองพรหมเดิม คือ บริเวณบ้านจวนเก่า ต.หัวป่า)
๙.ให้ศรีภูเบศก์ ไปตั้ง รับพม่าทางแม่น้ำเมืองพรหมบุรี….
(สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในบริเวณปากแม่น้ำลพบุรี คือ บริเวณวัดพรหมสาคร หรือวัดเสถียรวัฒนดิษฐ์ ในปัจจุบัน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเปรียบเสมือนปราการป้องกันศัตรูได้ เพราะมีแม่น้ำลพบุรี เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา)

ต่อมาในสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้เคยเสด็จมาคล้องช้าง และคล้องช้างเผือกคู่บารมีได้  ๑ เชือก “ที่บ้านน้ำทรงแขวงเมืองอินทร์บุรีฯลฯ” (กรมพระยาดำรงราชานุภาพ,สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ, ไทยรบพม่า.ร.พ.แพร่พิทยา,๒๕๑๔.หน้า ๒๕.)

จากหลักฐานตามประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาแล้ว จึงสรุปได้ว่าเมืองอินทร์บุรีเป็นเมืองหนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น  ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์การสงครามมาก  เนื่องจากเป็นทั้งเมืองหน้าด่านและเมืองกันชนกับหัวเมืองฝ่ายเหนือ  และในปี พ.ศ. ๒๔๓๘      สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕   ได้ทรงปฏิรูประบบริหารราชการแผ่นดิน ให้ยุบเมืองอินทร์บุรี เมืองพรหมบุรี  ขึ้นตรงกับเมืองสิงห์บุรี แล้วให้เมืองอินทร์บุรี เป็นอำเภออินทร์บุรี  เมืองพรหมบุรี เป็นอำเภอพรหมบุรี  และเมืองสิงห์บุรีเป็นจังหวัดสิงห์บุรี
สำหรับที่ว่าการอำเภออินทร์บุรี ครั้งแรกตั้งอยู่ที่บริเวณวัดโพธิลังการ์ ต่อมาย้ายเข้ามาตั้งอยู่บริเวณวัดปราสาท ตรงกับที่ตั้งเมืองอินบุรีครั้งแรก อาจเป็นเพราะบริเวณที่ตั้งที่ว่าการอำเภอคับแคบไม่สะดวกในการขยายสำนักงาน ของส่วนราชการอื่น   ทางราชการจึงย้ายที่ว่าการอำเภอมาทางทิศใต้ บริเวณบ้านบางท้องคุ้ง หมู่ที่ ๓ ตำบลอินทร์บุรี คือที่ตั้งบริเวณปัจจุบันนี้      โดยนายอำเภออินทร์บุรีคนแรก คือ หลวงอินทร์วรนาถ .

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ได้กล่าว ไว้ข้างต้น  เราจะเห็นได้ว่าเมืองอินทร์บุรี ถูกกล่าวถึงในประเด็นสำคัญๆ และชวนให้สงสัย อาทิ
1. เจิ้นเหอ นำพระราชสานส์จากจักรพรรดิ์จีนมาถึงเมืองไทย  แทนที่จะตรงมาเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระรามราชาฯ ที่กรุงศรีอยุธยา  กลับแวะไปอินทร์บุรี เพื่อเยี่ยมเจ้านครอินทร์ก่อน  
แล้วบริเวณดังกล่าวนั้นอยู่ตรงไหน  ต้องมีการจัดเตรียมพื้น ตลอดจนอาคารสถานที่ไว้คอยต้อนรับเจิ้นเหอ  ซึ่งคงจะไม่ใช่บริเวณใต้วัดปราสาทเป็นแน่  (บริเวณวัดปราสาทในอดีตเคยเป็นจวนเจ้าเมืองอินทร์ สมัยรัตนโกสินทร์มาก่อน)   เนื่องจากเมืองอินทร์เป็นเมืองหลานหลวงครอง คือ เจ้านครอินทร์  ซึ่งต่อมาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา เคยประทับอยู่ที่นี่            เจ้าเมืองอินทร์  ในภายหลังจึงไม่สร้างจวนอยู่ในที่ที่เคยเป็นสถานที่อยู่ของเจ้านครอินทร์  จึงมาสร้างจวนทางใต้ลงมา   ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่ว่าการอำเมืองอินทร์บุรีในปัจจุบัน  ก็สร้างทางตอนใต้ของวัดปราสาทเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้  บริเวณวัดดอกไม้อาจจะเป็นบริเวณที่ใช้เป็นที่ต้อนรับหรือประทับแรมก็เป็นได้
2.  จวนเจ้าเมืองของสมเด็จพระอินทราชา อยู่บริเวณใด  ในขณะที่ยังเป็นแต่เพียงผู้ปกครองเมืองหลานหลวง
นอกจากนี้  ชื่อเดิมของวัด “วัดบุปผาราม”  เป็นชื่อที่ชาวบ้านธรรมดาไม่สามารถนำมาเรียกกัน (สมัยอยุธยา)  และผู้ที่เรียกหรือตั้งชื่อวัดแห่งนี้แต่แรกเริ่ม คงไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่  เพราะถ้าชาวบ้านเรียกกัน ก็จะเรียกกันง่ายๆ  ว่า  “วัดดอกไม้”   เหมือนเช่นปัจจุบันนี้
สำหรับข้อสงสัยดังกล่าว  ผู้เขียนจะได้นำมาเสนอเพิ่มเติมในภายหลัง  หลังกรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี และดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์อุโบสถไม้ไม่มีผนังแล้วเสร็จ

 

โกศล  ขันติทานต์
รวบรวมและเรียบเรียง
10 เมษายน 2551

Last modified on Monday, 16 May 2011 04:37

Related items (by tag)

More in this category: « วัดดอกไม้
Login to post comments
Banner
You are here