ซุ้มประตูทิศเหนือ เป็นแบบทรงยุโรป เรือนยอดเป็นแบบมณฑป ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ซุ้มประตูทิศใต้พังทลายไปแล้ว จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่าซุ้มประตูด้านนี้เป็นแบบธรรมดา
จากซุ้มประตูทั้ง 3 ทิศ พอจะสันนิษฐานได้ว่าอุโบสถแห่งนี้ มีการแบ่งประตูทางเข้าของกลุ่มบุคคล ที่จะมาใช้อุโบสถเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งซุ้มประตูทิศตะวันออกจะเห็นได้ชัด เนื่องจากมีการปูอิฐเป็นทางเดินตั้งแต่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มายังซุ้มประตูด้านนี้
จากการสำรวจเบื้องต้นของสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา พบว่าพระอุโบสถไม้ไม่มีผนังของวัดดอกไม้นั้น เหลือเพียงแห่งเดียวในภาคกลาง และมีโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์ ควรค่าแก่การอนุรักษ์โบราณสถานอันเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรม โดยการบูรณะ ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศิลป์ และสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะภูมิปัญญาท้องถิ่นของช่าง ให้ดำรงคงอยู่กับชาติไทยสืบไป
![]() |
| สภาพพระอุโบสถไม้ไม่มีผนัง ก่อนถูกน้ำท่วมใหญ่เดือนตุลาคม ปี 2549 ถ่ายภาพเมื่อ วันที่ 3 เมษายน 2549 |
![]() |
| สภาพพระอุโบสถไม้ไม่มีผนัง หลังถูกน้ำท่วมใหญ่เดือนตุลาคม ปี 2549 ถ่ายภาพเมื่อ วันที่ 22 มีนาคม 2550 |
![]() |
![]() |
| ลวดลายหน้าบันพระนารายณ์ ทรงครุฑ ทิศตะวันตก ส่วนหน้าบันทิศตะวันออกชำรุดเสียหาย |
|
![]() |
![]() |
| รูปแบบลวดลายปูนปั้นเป็น แบบศิลปกรรมไทยผสมจีน ที่ยังคงความสมบูรณ์และสวยงาม | |

![]() |
![]() |
||||||||
![]() |
![]() |
||||||||
| ช่อฟ้า ใบระกา ปั้นเป็นหัวนาคสร้างด้วยปูนปั้นไทยผสมจีน ที่มีความสวยงามมากและเหลือ เพียงแห่งเดียวในภาคกลาง
|
|||||||||
![]() |
![]() |
|||
| ซุ้มประตูด้านทิศเหนือ เป็นแบบทรงยุโรป เรือนยอดเป็นแบบมณฑป ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น |
||||
![]() |
![]() |
|||
| ฐานเสมาเก่า สำหรับใบเสมาทำจากหินทราบ ปัจจุบันได้ย้ายไปใช้ที่อุโบสถหลังใหม่ วิหาร มีลักษณะศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้นก่อสร้างด้วยปูน โครงสร้างหลังคา ไม้สักมุงด้วยกระเบื้องดินเผาเกล็ดเต่า ช่อฟ้าใบระกาประดับกระจก หน้าบันแกะสลักไม้ประดับกระจก ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย
![]() สิ่งสำคัญ คือลวดลายแกะสลักไม้บนหน้าบันและเครื่องประกอบทั้ง 2 ด้าน เป็นงานแกะสลักไม้ประดับกระจกลายเทพพนม ที่มีความละเอียดอ่อน สะท้อนให้เห็นถึงฝีมือช่างที่มีความชำนานอย่างมาก มีการผสมผสานศิลปไทยกับจีนได้อย่างลงตัว ซึ่งปัจจุบันมีสภาพชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก ควรได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างเร่งด่วน ![]()
|
||||
![]() |
![]() |
![]() |
ลวดลายหน้าบันแกะสลักไม้ประดับกระจก
ลักษณะศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น

พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ลงรักปิดทอง
ประดิษฐานเป็นพระประธานในวิหาร ซึ่งชำรุดทรุดโทรมมาก
พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย สกุลช่างกำแพงเพชร ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ วัสดุโลหะผสม (สำริด) ลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 33 นิ้ว ความสูงจากฐานถึงยอดพระเกตุ 43 นิ้ว แต่เดิมประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในอุโบสถไม้หลังเก่า ปัจจุบันประดิษฐานเป็นพระประธานในหอสวดมนต์ โดยบริเวณฐานขององค์พระถูกร้อยด้วยเหล็กหนาและเทปูนทับฐานกันสูญหาย

ปัจจุบันองค์พระพุทธรูปชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก
![]() |
![]() |
![]() |
จากการสืบค้นประวัติความเป็นของพระพุทธรูปองค์นี้ ก็ไม่มีใครทราบ ทราบแต่เพียงว่าเมื่อ 70 ปี ที่แล้ว พระพุทธรูปองค์นี้ก็มีอยู่ที่อุโบสถไม้หลังนี้แล้ว
ต่อมาอุโบสถไม้ชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่สามารถใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันสร้างอุโบสถขึ้นใหม่เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแทน หลังเดิม เมื่อปี พ.ศ. 2524 และคงพระพุทธรูปไว้เป็นประธานอย่างเดิม ต่อมามีผู้มาให้ทางวัดนำพระพุทธรูปไปไปเก็บรักษาไว้ เนื่องจากมีความสำคัญมาก กลัวว่าจะสูญหาย ทางวัดจึงได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่หอสวดมนต์ และเทปูนทับฐานพระไว้เพื่อป้องกันการสูญหายอีกที
และเมื่อปลายปี 2550 ชาวบ้านได้เกิดศรัทธาที่จะสร้างฐานชุกชีเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปใหม่ และเมื่อก่อฐานเสร็จจึงได้เคลื่อนย้ายองค์พระ โดยการกะเทาะปูนที่เททับฐานพระเอาไว้ออก ในขณะที่เมื่อทำความสะอาดที่ฐานพระพุทธรูปอยู่นั้น ได้พบอักษรจารึกโบราณบริเวณฐานพระ ความยาว 2 บรรทัด ตลอดแนวหน้าตักองค์พระ ในเบื้องต้นทราบแต่เพียงว่าเป็นอักษรจารึกสมัยสุโขทัย ส่วนเนื้อหาของจารึกนั้น

จารึกใต้ฐานพระ มีอยู่ 2 แถว ตลอดฐานพระด้านหน้า
หลวงพ่อแก้ว
หลวงพ่อแก้ว เป็นพระพุทธรูปหินทรายแดง สมัยอยุธยาตอนกลาง ปางสมาธิ ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธหินทราย ปางสมาธิ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่พบในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี

จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุที่พอจะทราบประวัติ หลวงพ่อแก้ว เล่าให้ฟังว่า เดิมทีองค์หลวงพ่อแก้ว เป็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดดอนเตย ซึ่งอยู่ในหมู่ที่ 5 ต.อินทร์บุรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง (ปัจจุบันเป็นวัดร้าง) สันนิษฐานว่าเป็นวัดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งชาวบ้านบริเวณวัดดอกไม้ ได้ช่วยกันอัญเชิญองค์หลวงพ่อซึ่งในขณะนั้นจมอยู่ในดินขึ้นมา เพื่อจะนำไปประดิษฐานไว้ ณ วัดดอกไม้ แต่ปรากฏว่าบริเวณส่วนยอดพระเกตุ และบริเวณหัวเข่าข้างขวาขององค์พระแตกหักหายสูญหายไป ชาวบ้านจึงได้ขออนุญาตกรมศิลปากรทำการขุดหาส่วนที่หายไป ปรากฏว่าขณะทำการค้นหานั้นได้พบกรุพระพุทธรูปทรงเทริด สมัยอยุธยา เนื้อสำริดจำนวนมาก ชาวบ้านได้นำขึ้นมาบางส่วน ที่เหนือคงปล่อยไว้ตามเดิม
หลังจากชาวบ้านค้นหาพบแต่เพียงส่วนหัวเข่าองค์พระเท่านั้น ก็ได้ให้ช่างทำการต่อชิ้นส่วนและบูรณะส่วนยอดพระเกตุขององค์หลวงพ่อแก้วให้ อยู่ในสภาพเดิม ซึ่งยังคงปรากฏร่องรอยให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านบริเวณวัดดอกไม้ และบริเวณใกล้เคียงได้มากราบไหว้ขอพรอยู่เป็นประจำ และสมหวังในสิ่งที่ปรารถนาจวบจนถึงทุกวันนี้
จึงถือได้ว่าพระพุทธรูปศิลาทรายองค์นี้ นาม “หลวงพ่อแก้ว” เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็น อันมาก
ปัจจุบันอุโบสถ วิหาร และพระพุทธรูปมีสภาพชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังคงเป็นตำนานเรื่องเล่าขานและข้อสันนิษฐานว่าเป็นสถานที่สำคัญใน อดีตหลายยุคหลายสมัย เป็นสถานที่ที่จะควรอนุรักษ์ไว้เพื่อรักษาคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ คงอยู่สืบไป.
![]() |
![]() |
ทำไมอุโบสถวัดดอกไม้จึงไม่มีผนัง
หรือ จะเป็นพลับพลาที่ประทับมาก่อน ?
จากข้อสงสัยดังกล่าวผู้เขียนได้พยายามสืบค้นประวัติศาสตร์ของพื้นที่บริเวณ วัดดอกไม้ ว่าแต่เดิมเคยเป็นสถานที่ใดมาก่อน หรือเป็นวัดมาแต่เริ่มมีการสร้างวัด ดังนั้นผู้เขียนจึงได้รวบรวมเอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการสร้างเมือง อินทร์ มานำเสนอดังนี้
“เมืองอินทรบุรี ยังไม่มีชื่อปรากฏในสมัยพระเจ้าอู่ทอง กล่าวแต่ว่ามีเมืองสระพุงกับเมืองคลองพลับอยู่ในแถวนั้น ฉันก็ยังค้นไม่พบว่าอยู่ที่ไหน เห็นจะตั้งเมืองอินทร์ฯขึ้นเมื่อรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พงั่ว) จึงกล่าวในกฏมณเฑียรบาลว่าเป็นเมืองสำหรับหลานเธอครอง
และในพงศาวดารก็ปรากฏว่ามีเจ้าหลานเธอทรงพระนามว่า "เจ้านครอินทร์" ซึ่งได้ครองกรุงศรีอยุธยาเมื่อภายหลัง แต่ก็ไม่มีเมืองโบราณปรากฏอยู่ในแขวงเมืองอินทร์ฯ”
(คัดจากชุมนุมพระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง การสร้างเมือง)
ซึ่งสอดคล้องกับการสร้างเมืองอินทร์ ที่ว่าเมืองอินทร์เป็นหัวเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งโดยกษัตริย์สมัยกรุงศรี อยุธยา ประมาณปี พ.ศ.๑๙๑๒ ซึ่งตรงกับสมัยของสมเด็จพระราเมศวร พระโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง) เจ้าเมืองเลือกสรรจากเชื้อพระวงศ์ เมืองอินทร์บุรี เดิมตั้งอยู่บริเวณเหนือวัดปราสาท ต่อมาย้ายไปบริเวณเหนือวัดโบสถ์ เจ้าเมืองอินทร์ คนสุดท้าย คือ พระศักดิบุรินทร์
จากเอกสารการเสวนา เรื่อง พระมหากษัตริย์กับการเป็นผู้นำทางวัฒนธรรม โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ร้านริมขอบฟ้า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2547 เนื้อหาบางตอนได้กล่าวถึงเจ้านครอินทร์ ว่า “... ถ้าไปดูเรื่องประวัติศาสตร์ ปรากฏว่ากษัตริย์ที่ไปเมืองจีนไม่ใช่พระเจ้ารามคำแหง แต่กลับเป็นนครินทราชาธิราช เพราะในจดหมายจีนพูดถึงเรื่องนี้ เกี้ยวลกอิน ลูกกษัตริย์ซูปั้นนั่งอ๋องไปเมืองจีน ซึ่งเราเช็คได้คือนครินทราชาธิราชหรือเจ้านครอินทร์ และเจ้านครอินทร์องค์นี้ คือพระราชบิดาของพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ...”
จากการสัมมนายังได้กล่าวถึงสถานที่ในจังหวัดสิงห์บุรี คือ “... แล้วเจ้านครอินทร์องค์นี้ที่เป็นกษัตริย์สุพรรณบุรี ก่อนท่านครองสุพรรณบุรี ท่านอยู่เมืองแพรกศรีราชา ท่านเป็นคนเอาคนจีนมาทำเครื่องปั้นดินเผาในประเทศไทย เพราะฉะนั้นที่เจ้านครอินทร์นำช่างจีนมา เอามาปล่อยไว้ที่ชันสูตรแห่งหนึ่งที่อยู่ในเขตเมืองแพรกศรีราชา แล้วอีกเตาหนึ่งไปที่สุโขทัยและศรีสัชชนาลัย ...”
นอกจากนี้ เมืองอินทร์บุรี ยังได้ถูกกล่าวถึงในเอกสารจีนสมัยราชวงศ์หมิง เกี่ยวกับวีรกรรมของเจิ้นเหอ ที่ได้นำทัพเรือเดินทางตระเวนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ทุกชาติส่งเครื่องบรรณาการมาจีนอย่าได้ขาด และในการเดินเรือทั้ง 7 ครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากนายพลเรือผู้เกรียงไกรเสด็จเยือนกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลของ “สมเด็จพระรามราชาธิราช” แห่งราชวงศ์อู่ทอง ซึ่งในขณะนั้นราชวงศ์อู่ทองเป็นไม้เบื่อไม้เมากับราชวงศ์สุพรรณภูมิ ซึ่งเคยครองบัลลังก์มาแต่เดิม ต่างก็แย่งชิงอำนาจกันอยู่เป็นประจำ ถือเป็นคู่แค้นสายโลหิตอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนคือ เจ้านครอินทร์ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 และเคยเสด็จไปเมืองจีนมาแล้วถึง 3 ครั้ง ดังนั้น ราชสำนักจีนจึงเป็นกองหนุนอย่างดีของสุพรรณภูมิ เพราะอยากให้เจ้านครอินทร์ ขึ้นครองราชแทนสมเด็จพระรามราชาฯ
และเมื่อเจิ้นเหอ นำพระราชสานส์จากจักรพรรดิ์จีนมาถึงเมืองไทย แทนที่จะตรงมา เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระรามราชาฯ ที่กรุงศรีอยธยา กลับแวะไปอินทร์บุรี เพื่อเยี่ยมเจ้านครอินทร์ก่อน สิ่งนี้เองที่เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ความอดทนของกษัตริย์แห่งราชวงศ์อู่ทองสิ้นสุดลง และคิดการที่จะกำจัดเจ้านครอินทร์ ทำให้เจ้านครอินทร์อดรนทนไม่ไหว จำต้องยกทัพจาก เมืองอินทร์มาบุกกรุงศรีอยุธยา และปราบดาภิเษกตัวเองเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า “สมเด็จ พระนครินทราชาธราช”
เมืองอินทร์บุรี เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยาตามที่ปรากฏ คือ
“…พระเจ้าบุเรงนองยกทัพใหญ่มาล้อมกรุงศรี อยุธยา ฝ่ายไทยซึ่งมีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและพระมหินทร์ ได้เตรียมป้องกันพระนครอย่างเต็มที่…”
เมืองอินทร์บุรี เป็นเมืองหนึ่ง ที่พระราชพงศาวดารกล่าวว่า ถูกเกณฑ์ให้ไปรักษาเมืองเช่นเดียวกับ เมืองสุพรรณบุรี เพชรบุรี ฯลฯ (ประวัติศาสตร์เมืองลพบุรีเอกสารประกอบการสัมมนา ,ร.พ.เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๒๔ ,หน้า .)
และปรากฏในปี พ.ศ. ๒๓๐๗ สมัยของพระเจ้าเอกทัศ (กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา) ซึ่งทรงเตรียมแผนการต่อสู้กับพม่า คือ “ขั้นที่ ๑ ให้เกณฑ์ทหารออกไปรักษาด่าน โดยแบ่งกองทัพเรือออกเป็น ๙ กองๆ ละ ๒๐ ลำ แต่ละกองมีทหารประจำการกองละ ๑,๔๐๐ คน พร้อมด้วยเครื่องศาสตราวุธ เรือรบมีปืนใหญ่ ๑ กระบอก ปืนขนาดเล็ก ๑ กระบอก แล้วแบ่งไปประจำที่ต่างๆ ดังนี้ ฯลฯ
๖.ให้หม่อมมหาดเล็กวังหน้า ไปตั้งรับพม่าทางแม่น้ำเมืองสิงห์บุรี
(สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในบริเวณวัดพระนอนจักรสีห์ และวัดหน้าพระธาตุ เนื่องจากสามารถเชื่อมต่อกับแม่น้ำน้อยได้)
๗.ให้หม่อมเทไพ ไปตั้งรับพม่าทางเมืองอินทร์บุรี
(สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในบริเวณวัดประศุก เนื่องจากชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่าวัดสนามชัย)
๘.ให้หม่อมทิพยุพิน ไป ตั้งรับพม่าทางแม่น้ำเมืองพรหมบุรี
(สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในบริเวณจวนเจ้าเมืองพรหมเดิม คือ บริเวณบ้านจวนเก่า ต.หัวป่า)
๙.ให้ศรีภูเบศก์ ไปตั้ง รับพม่าทางแม่น้ำเมืองพรหมบุรี….
(สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในบริเวณปากแม่น้ำลพบุรี คือ บริเวณวัดพรหมสาคร หรือวัดเสถียรวัฒนดิษฐ์ ในปัจจุบัน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเปรียบเสมือนปราการป้องกันศัตรูได้ เพราะมีแม่น้ำลพบุรี เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา)
ต่อมาในสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้เคยเสด็จมาคล้องช้าง และคล้องช้างเผือกคู่บารมีได้ ๑ เชือก “ที่บ้านน้ำทรงแขวงเมืองอินทร์บุรีฯลฯ” (กรมพระยาดำรงราชานุภาพ,สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ, ไทยรบพม่า.ร.พ.แพร่พิทยา,๒๕๑๔.หน้า ๒๕.)
จากหลักฐานตามประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาแล้ว จึงสรุปได้ว่าเมืองอินทร์บุรีเป็นเมืองหนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์การสงครามมาก เนื่องจากเป็นทั้งเมืองหน้าด่านและเมืองกันชนกับหัวเมืองฝ่ายเหนือ และในปี พ.ศ. ๒๔๓๘ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงปฏิรูประบบริหารราชการแผ่นดิน ให้ยุบเมืองอินทร์บุรี เมืองพรหมบุรี ขึ้นตรงกับเมืองสิงห์บุรี แล้วให้เมืองอินทร์บุรี เป็นอำเภออินทร์บุรี เมืองพรหมบุรี เป็นอำเภอพรหมบุรี และเมืองสิงห์บุรีเป็นจังหวัดสิงห์บุรี
สำหรับที่ว่าการอำเภออินทร์บุรี ครั้งแรกตั้งอยู่ที่บริเวณวัดโพธิลังการ์ ต่อมาย้ายเข้ามาตั้งอยู่บริเวณวัดปราสาท ตรงกับที่ตั้งเมืองอินบุรีครั้งแรก อาจเป็นเพราะบริเวณที่ตั้งที่ว่าการอำเภอคับแคบไม่สะดวกในการขยายสำนักงาน ของส่วนราชการอื่น ทางราชการจึงย้ายที่ว่าการอำเภอมาทางทิศใต้ บริเวณบ้านบางท้องคุ้ง หมู่ที่ ๓ ตำบลอินทร์บุรี คือที่ตั้งบริเวณปัจจุบันนี้ โดยนายอำเภออินทร์บุรีคนแรก คือ หลวงอินทร์วรนาถ .
จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ได้กล่าว ไว้ข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าเมืองอินทร์บุรี ถูกกล่าวถึงในประเด็นสำคัญๆ และชวนให้สงสัย อาทิ
1. เจิ้นเหอ นำพระราชสานส์จากจักรพรรดิ์จีนมาถึงเมืองไทย แทนที่จะตรงมาเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระรามราชาฯ ที่กรุงศรีอยุธยา กลับแวะไปอินทร์บุรี เพื่อเยี่ยมเจ้านครอินทร์ก่อน
แล้วบริเวณดังกล่าวนั้นอยู่ตรงไหน ต้องมีการจัดเตรียมพื้น ตลอดจนอาคารสถานที่ไว้คอยต้อนรับเจิ้นเหอ ซึ่งคงจะไม่ใช่บริเวณใต้วัดปราสาทเป็นแน่ (บริเวณวัดปราสาทในอดีตเคยเป็นจวนเจ้าเมืองอินทร์ สมัยรัตนโกสินทร์มาก่อน) เนื่องจากเมืองอินทร์เป็นเมืองหลานหลวงครอง คือ เจ้านครอินทร์ ซึ่งต่อมาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา เคยประทับอยู่ที่นี่ เจ้าเมืองอินทร์ ในภายหลังจึงไม่สร้างจวนอยู่ในที่ที่เคยเป็นสถานที่อยู่ของเจ้านครอินทร์ จึงมาสร้างจวนทางใต้ลงมา ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่ว่าการอำเมืองอินทร์บุรีในปัจจุบัน ก็สร้างทางตอนใต้ของวัดปราสาทเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ บริเวณวัดดอกไม้อาจจะเป็นบริเวณที่ใช้เป็นที่ต้อนรับหรือประทับแรมก็เป็นได้
2. จวนเจ้าเมืองของสมเด็จพระอินทราชา อยู่บริเวณใด ในขณะที่ยังเป็นแต่เพียงผู้ปกครองเมืองหลานหลวง
นอกจากนี้ ชื่อเดิมของวัด “วัดบุปผาราม” เป็นชื่อที่ชาวบ้านธรรมดาไม่สามารถนำมาเรียกกัน (สมัยอยุธยา) และผู้ที่เรียกหรือตั้งชื่อวัดแห่งนี้แต่แรกเริ่ม คงไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่ เพราะถ้าชาวบ้านเรียกกัน ก็จะเรียกกันง่ายๆ ว่า “วัดดอกไม้” เหมือนเช่นปัจจุบันนี้
สำหรับข้อสงสัยดังกล่าว ผู้เขียนจะได้นำมาเสนอเพิ่มเติมในภายหลัง หลังกรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี และดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์อุโบสถไม้ไม่มีผนังแล้วเสร็จ
โกศล ขันติทานต์
รวบรวมและเรียบเรียง
10 เมษายน 2551






































