Bangkok Art Dot Com

  • Full Screen
  • Wide Screen
  • Narrow Screen
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
Monday, 16 May 2011 05:01

วัดสังฆราชา (ที่สอง) Featured

Written by  Padungsak Wichaidit
Rate this item
(0 votes)

ประวัติวัดสังฆราชา (ที่สอง)
เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร

สถานที่ตั้ง
วัดสังฆราชา เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕๓ หมู่ที่ ๕ ซอยลาดกระบัง ๓ ถนนอ่อนนุช แขวงลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย


อาณาเขต
ทิศตะวันออก ติดกับคลองสองต้นนุ่นและที่ดินเอกชน
ทิศเหนือ ติดที่ดินเอกชน
ทิศตะวันตก ติดที่ดินเอกชน
ทิศใต้ ติดคลองประเวศบุรีรมย์

 


คำว่า “ลาดกระบัง" เดิมลาดกระบังนั้นมีสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มคล้ายแอ่งกระทะประกอบไปด้วย เรือกสวนไร่นากว้างใหญ่ ตลอดทั้งมีคูคลองมากมายตัดผ่าน ครั้งอดีตบริเวณแถบนี้เป็นเรือกสวน ไร่นา บ่อปลา นาบัว และไร่หญ้าส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ประกอบด้วยชาวพุธ ชาวมุสลิม ชาวคริสต์ และคนไทยเชื้อสายมอญต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันและอยู่ร่วมกันอย่าง สันติสุข
สันนิษฐานว่าเดิมท้องที่เขตลาดกระบังนั้น อยู่ในความปกครองของเมืองนคร เขื่อนขันธ์ (ปัจจุบันเป็นอำเภอพระประแดงจังหวัดสมุทรปราการ) เพราะหลักฐานในเอกสารที่ดินหลายแห่งระบุว่า เดิมที่ดินบริเวณนี้อยู่ในเขตความรับผิดชอบของเมืองนครเขื่อนขันธ์

พ.ศ. ๒๔๒๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเก้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ให้พระยาสุรวงศ์  ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) เป็นแม่กองขุดคลองพระโขนงไปเชื่อต่อกับคลองด่านออกสู่แม่น้ำบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เรียกคลองนี้ว่า “คลองประเวศบุรีรมย์” เริ่มต้นขุดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๑ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๒๓ มีความยาวทั้งสิ้น ๑,๑๕๐ เส้น (๔๖ กิโลเมตร) นอกจากนั้น ทรงโปรดฯ ให้ขุดคลองแยกออกจากคลองประเวศบุรีรมย์อีก ๔ คลอง คือ คลอง ๑, คลอง ๒, คลอง ๓ และคลอง ๔ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวบ้านเพื่อสัญจรไปมาหาสู่กัน

พ.ศ. ๒๔๔๔ อำเภอลาดกระบังเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอแสนแสบย้ายขึ้นไปกับ จังหวัดมีนบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งในมณฑลกรุงเทพ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๖๘ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์  เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยสมัยนั้นได้ออกตรวจราชการผ่านมายังลาดกระบัง หลังจากสอบถามชาวบ้านบริเวณแถบนี้แล้วทรงเห็นว่าชื่ออำเภอแสนแสบไม่ตรงกับความจริง เพราะคลองแสนแสบอยู่ในเขตอำเภอมีนบุรี จังหวัดมีนบุรีสมัยนั้นจึงได้เปลี่ยนชื่ออำเภอแสนแสบเป็นอำเภอลาดกระบัง และอยู่ในความปกคลองของจังหวัดมีนบุรีเหมือนเดิม
พ.ศ. ๒๔๗๔ มีพระราชบัญญัติยุบจังหวัดมีนบุรีไปขึ้นกับจังหวัดพระนครอำเภอลาดกระบังจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดพระนครด้วย ครั้นลุถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๑ กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศลดฐานะจากอำเภอลาดกระบัง เป็นกิ่งอำเภอ ลาดกระบัง
พ.ศ. ๒๕๐๐ จอมพล ป. พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสมัยนั้น ได้เดินทางมาตรวจราชการที่กิ่งอำเภอลาดกระบังได้สอบถามปัญหาความทุกข์ยาก ของประชาชนในพื้นที่ได้พบว่าประชาชนไม่ได้รับความสะดวก เรื่องการเดินทางไปติดต่อราชการที่อำเภอมีนบุรี จึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอลาดกระบังอีกครั้งหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่ากิ่งอำเภอลาดกระบังมีท้องที่กว้างขวางอยู่ห่างจากอำเภอมีนบุรีประกอบกับสภาพท้องถิ่นที่เจริญขึ้นมากและประชากรหนาแน่นกว่าเดิม เพื่อประโยชน์ในการปกครอง และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน-ในกิ่งอำเภอลาดกระบัง จึงเลื่อนฐานะเป็นอำเภออีกครั้งหนึ่ง
พ.ศ. ๒๕๒๑ มีประกาศคณะปฏิวัติรวมจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกันเป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี และมีฐานะเป็นกรุงเทพมหานครอำเภอลาดกระบังจึงได้เปลี่ยนแปลงฐานะเป็นเขตลาดกระบังกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่นั้นมา
สำหรับที่ทำการอำเภอลาดกระบังนั้น เดิมตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลลาดกระบังบริเวณปากคลองสอง ในที่ดินของเจ้าจอมมารดากลิ่น (พระสนมเอกในรัชกาลที่ ๔) ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๗ สมัยนายศุภชัย กาญจนวรรณ์ เป็นปลัดกิ่งอำเภอลาดกระบังได้เห็นว่าสภาพของอาคารชำรุดทรุดโทรมมาก นอกจากนั้นสถานที่ตั้งเดิมไม่เป็นศูนย์กลางของผู้มาติดต่อราชการเหมือนอดีตจึงได้ขออนุญาตย้ายที่ทำการอำเภอมาอยู่ในที่ดินให้เช้าของนายหยิน กิมสูนจันทร์ บนเนื้อที่ ๑,๐๘๘ ตารางวา (ต่อมาทายาทได้อุทิศเนื้อที่ดังกล่าวให้กรุงเทพมหานคร)

ประวัติความเป็นมาของวัด
พ.ศ. ๒๔๓๐ ชาวบ้านบริเวณคลองสองมีความประสงค์จะสร้างวัด เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ ของชุมชนได้พากันไปปรึกษานายกองหน้าท้วย ซึ่งเป็นผู้เก็บค่าเช่านาให้แก่พระยาเกษมศุขการี (คลับ แพ่งสภา) เมื่อทราบความประสงค์ดังนั้นแล้วนายกองนาท้วยจึงได้พาชาวบ้านส่วนหนึ่งเข้าไป เรียนปรึกษา กับพระยาเกษมศุขการีและคุณหญิงไผ่ เกษมศุขการี
เมื่อท่านทั้งสองเห็นว่าชาวบ้านมีความตั้งใจจริง จึงแสดงความยินดีพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง ในเบื้องต้นท่านได้บริจาคที่ดิน ๑๑ ไร่ ๑ งาน ๔๙ ตารางวา เพื่อเป็นที่สำหรับสร้างวัด และได้ร่วมมือกับชาวบ้านช่วยกันสร้างเสนาสนะสงฆ์ขึ้น สันนิษฐานว่าเบื้องต้นเสนาสนะน่าจะมีหลังเดียวหรือสองหลัง เพราะพระสงฆ์อยู่จำพรรษามีจำนวนน้อย
สำหรับชื่อของวัดนั้นเข้าใจว่าน่าจะเรียกกันว่า วัดสอง หรือ วัดที่สอง ตามชื่อคลองส่วนพระสงฆ์ พร้อมกับชาวบ้านได้พิจารณาเห็นว่าวัดสองมีพระจำพรรษามากแล้ว เห็นสมควรให้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมา เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการทำสังฆกรรมของพระสงฆ์ จึงได้เดินทางไปปรึกษากับพระยาเกษมศุขการีและคุณหญิงไผ่เกษมศุขการี ท่านทั้งสองก็แสดงความยินดี พร้อมทั้งได้ทำหนังสือขอพระราชทานวิสุงคามสีมาให้แก่วัดด้วย
พ.ศ. ๒๔๔๗ พระยาเกษมศุขการีและคุณหญิงไผ่ เกษมศุขการีและครอบครับ ได้เดินทางมาเป็นเจ้าภาพทอดกฐินแก่วัดสองคราวเดียวกันนั้นได้ถวายขันน้ำมนต์ทองเหลืองไว้เป็นอนุสรณ์ด้วย หลักฐานชิ้นนี้สามารถยืนยันได้ว่าวัดสองนั้นมีชื่อทางการว่า “วัดสังฆราชาราษฎรบำรุง” แต่ชื่อดังกล่าวใครเป้นผู้ตั้งนั้นไม่สามารถสืบทราบได้สันนิษฐานว่าพระยาเกษมศุขการี ซึ่งมีความคุ้นเคยสนิทสนมกับสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสอาจจะทูลขอให้พระองค์ประทานชื่อให้ เพราะชื่อของวัดมีนัยบอกว่าเป็นวัดพระสังฆราช มีราษฎรช่วยกันดูแลรักษา
พ.ศ. ๒๔๖๗ เจ้าอาวาสนามว่าพระครูผ่อง เจ้าคณะแขวงลาดกระบัง (ต่อมาเป็นพระครูศีลธรรมไพโรจน์) ได้ปรึกษากับชาวบ้านเพื่อจัดงานยกช่อฟ้าอุโบสถ ซึ่งทิ้งค้างไว้หลายปี เมื่อชาวบ้านมีมติเป็นเอกฉันท์กลมเกลียวกันดีแล้ว พระครูผ่องจึงได้ทำหนังสือทูลเชิยสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์เสด็จมาเป็นองค์ประธานยกช่อฟ้าอุโบสถ เหตุที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้เสด็จมาเป็นองค์ประธานยกช่อฟ้าวัดสังฆราชาราษฎรบำรุงคราวนั้น เป็นเพราะพระครูผ่องมีความคุ้นเคยใกล้ชิดกับพระองค์ท่านมาก่อน หรืออาจเป็นเพราะพระยาเกษมศุขการีเป็นผู้กราบทูลเชิญพระองค์ท่านก็ไม่ทราบได้
เอกสารของกระทรวงนครบาลกล่าวถึงการเสด็จครั้งนั้นว่า วันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๗ เวลา ๘.๓๐ นาฬิกา (ก่อนเที่ยง) สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ได้เสด็จ มางานยกช่อฟ้าอุโบสถวัดสังฆราชา แรทับอยู่จนเวลา ๕ นาฬิกา (หลังเที่ยง) จังเสด็จกลับ โดยรถไฟคราวนั้นพระครูผ่อง เจ้าคณะแขวงพร้อมด้วยคณะสงฆ์ และข้าราชการชาวบ้าน โดยการนำของรองอำมาตย์เอก หลวงขจรบุรี นายอำเภอมีนบุรีได้รับเสด็จอยู่ตลอดเวลา จนเวลาเสด็จกลับ

สมัยพระครูศลีธรรมไพโรจน์ (ผ่อง) เป็นเจ้าอาวาสวัดสังฆราชาราษฎรบำรุงนั้นวัดได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นวัดใหญ่มีพระภิกษุสามเณรมากมายนอกจากนั้นพระครูศลีธรรมไพโรจน์ ยังได้รับความไว้วางใจจากพระเถระผู้ใหญ่ให้เป็นเจ้าคณะแขวงทำหน้าที่ปกคครองดุแลคณะสงฆ์เขตลาดกระบังอีกด้วย
หลังจากพระครูศีลธรรมไพโรจน์มรณภาพแล้ว พระชิต อมฺพโร (ต่อมาเป็นพระครูวิชิตสังฆภาร) ลูกศิษย์ของท่านได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าอาวาทสืบแทน สมัยพระครูวิชิตสังฆภารเป็นสมภารเจ้าวัดนี้เอง วัดสองได้มีการพัฒนาหลายๆ ด้านโดยเฉพาะการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมนั้น องค์การศึกษาแผนกธรรมสนามหลวงให้เปิดสนามสอบธรรมสนามหลวงขึ้นที่วัดสังฆราชา อำเภอลาดกระบัง จังหวัดพระนครและเป็นสำนักเรียนคณะอำเภอลาดกระบัง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗
ส่วนการปกครองนั้นพระครูวิชิตสังฆภาร ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระวันรัต (เฮงเขมจารี) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ ให้เป็นเจ้าคณะอำเภอลาดกระบัง จังหวัดพระนคร เมื่อ
พ.ศ. ๒๔๘๖ นอกจากนั้นยังทำหน้าที่เป็นกรรมการสงฆ์อำเภอลาดกระบังตำแหน่งองคืการปกครองอีกด้วย
พ.ศ. ๒๕๐๕ พระประเสริฐ เขมานนฺโท (ต่อมาเป็นพระครูเขมาภิรักษ์) เป็นเจ้าอาวาสท่านได้ทำหน้าที่บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่สร้างขึ้นมาสมัยพระครูวิชิตสังฆภารเป็นเจ้าอาวาสจนมีสภาพมั่นนคงถาวร
พ.ศ. ๒๕๓๘ พระสายหยุด สภทฺโทร (ต่อมาเป็นพระคครูสังฆเสนานุวัตร) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสสืบแทนพระครูเขมาภิรักษ์ที่มรณภาพไป หลังจากรับหน้าที่เป็น เจ้าอาวาสแล้วหลวงพ่อพระครูสังฆเสนานุวัตรได้พัฒนาวัดอย่างเป็นรูปธรรมด้านสาธารณูปการได้บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะเก่า ก่อสร้างเสนาสนะถาวรวัตถุใหม่ปรับปรุงบริเวณวัดให้มีสภาพร่มรื่นเปิดสวนปลาหน้าวัดเพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชุมชนและเป็นเขตอภัยทานด้านการศึกษาได้เปิดการเรียนการสอนปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลีขึ้น มีพระภิกษุสามเณรสามารถสอบได้แต่ละปีเป็นจำนวนมาก ส่วนด้านการเผยแพร่มีนโยบายส่งพระภิกษุไปอบรมครูพระสอนศีลธรรม จากนั้นสนับสนุนให้ไปสอนตามโรงเรียนระดับประถามศึกษาและมัธยมศึกษาหลายแห่ง ทั้งในเขตลาดกระบังและใกล้เคียง

รายนามเจ้าภาพถวายที่ดิน
1. พระยาเกษมศุขการี (คลับ แพ่งสภา) และคุณหญิงไผ่ เกษมศุขการี จำนวน ๑๑-๑-๔๙ ไร่ ที่ตั้งวัด เลขที่โฉนด ๑๗๑๓๒ พ.ศ. ๒๔๓๐
2. อำแดงสาคร จำนวน ๓๗-๓-๙ เลขที่โฉนด ๗๒๙ พ.ศ. ๒๔๔๗ (ที่ธรณีสงฆ์) ปัจจุบันถูกแบ่งเวนคืนเป็นทางหลวงแผ่นดินสายกรุงเทพมหานคร จำนวน ๔-๓-๘๐ ไร่ และเป็นทางรถไฟสายตะวันออก จำนวน ๒-๒-๐๐ ไร่
3. นายสิน แตงอ่อน จำนวน ๑๙-๒-๕๔ ไร่ เลขที่โฉนด ๑๖๙๓ (ที่ธรณีสงฆ์) พ.ศ. ๒๔๗๒ รวมที่ดินทั้งหมด ๖๙-๐-๑๖ ไร่



ทำเนียบเจ้าอาวาส
1. พระอาจารย์บุญชู
2. พระอาจารย์เฟ    ไกรแก้ว
3. พระอาจารย์พุฒ
4. พระครูศีลธรรมไพโรจน์ (ผ่อง)            ๒๔๔๑ – ๒๔๗๐
5. พระครูวิชิตสังฆภาร (ชิต อมฺพโร แสงฉาย)        ๒๔๗๒ – ๒๕๐๒
6. พระสมุห์ผล อภิธมฺมปาโล (ไกรแก้ว)            ๒๕๐๒ – ๒๕๐๓
7. พระหลี สมฺตโก (วิเชียรขำ)                ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕
8. พระผิว    ทิวากโร                    ๒๕๐๕
9. พระครูเขมาภิรักษ์ (ประเสริฐ เขมนนฺโท ไม้จันทร์)    ๒๕๐๕ – ๒๕๓๗
10. พระครูสังฆเสนานุวัตร (สายหยุด สุภทฺโท คล้ายปาน)    ๒๕๓๗ – ปัจจุบัน

ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุของวัดสังฆราชา
พระประธานอุโบสถ
พระประธานอุโบสถมี ๒ องค์ องค์บนชื่อว่าพระพุทธราชา และองค์ล่างชื่อว่าพระศรีสรรเพ็ชร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยทั้งสององค์ สำหรับพระศรีสรรเพ็ชรนั้นเป้นพระประธานในอุโบสถหลังเดิม สันนิษฐานว่าพระยาเกษมศุขการีและชาวบ้านคลองสองช่วยกันสร้างไว้ หลังจากที่รื้ออุโบสถหลังเก่าลง้พื่อสร้างหลังใหม่ทดแทน ชาวบ้านต้องการสร้างพระวิหารสำหรับพระศรีสรรเพ็ชรโดยเฉพาะแต่พระเดชพระคุณเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้แนะนำให้พระครูสังฆเสนานุวัตรว่าควรประดิษฐานไว้ในอุโบสถเช่นเดิม ส่วนพระพุทธราชานั้นเป็นองค์หล่อขึ้นมาใหม่ เพื่อประดิษฐานไว้ในอุโบสถเช่นเดียวกัน ดังนั้นอุโบสถวัดสังฆราชาจึงมีพระประธานประดิษฐานถึงสององค์ ดังกล่าว

หลวงพ่อเพ็ชร
เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร ประวัติความเป็นมาไม่สามารถสืบค้นได้สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปรุ่นเดียวกันกับหลวงพ่อเพชรวัดลานบุญต่างกันที่วัดลานบุญไม่มีกลีบจีวรปรากฏเหมือนวัดสังฆราชาเท่านั้น เข้าใจว่าอาจจะประดิษฐานมาตั้งแต่เริ่มตั้งวัด เพราะคนสมัยก่อนมีความเชื่อกันว่าเมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วควรมีพระศักดิ์สิทธิ์คู่วัด ดังเช่น พระพุทธบุษโยภาส วัดลาดกระบัง เป็นต้น หลวงพ่อเพ็ชรวัดสังฆราชานั้น ชาวบ้านนับถือ กันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก กราบไหว้บูชาบนบานสิ่งใดย่อมสำเร็จตามความปรารถนาทุกอย่าง นอกจากนั้นภายในวิหารหลวงพ่อเพ็ชรยังมีรูปหล่อสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรํสี) และรูปหล่อหลวงพ่อพระครูวิชิตสังฆภาร (ชิต อมฺพโล) อดีตเจ้าอาวาสวัดสังฆราชา พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ไว้สำหรับกราบไหว้บูชาอีกด้วย



อุโบสถ
อุโบสถมีเขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยมีพระครูเขมาภิรักษ์เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพล.ตรี อิสรพงศ์ หนุนภักดี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นายม้วน นางหม่อง ไตรรัตน์ เป็นเจ้าภาพถวายเสาเข็มเป็นปฐม ส่วนผู้ควบคุมการก่อสร้างคือนายละออง (ตอง) พรมเพิ่ม สำเร็จเรียบร้อย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ สำหรับหินอ่อนรอบพระอุโบสถ พระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นผู้มอบถวาย สิ้นงบประมาณทั้งสิ้นประมาณ ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท

วิหาร
วิหารเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพ็ชร หลังเดิมเป้นทรงไทยสองชั้นมีลักษณะเล็กกะทัดรัด ต่อมาพระครูสังฆเสนานุวัตร ร่วมกับคุณแม่ลำไย อ่อนน้อม ได้สร้างวิหาร หลังใหม่ขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพ็ชร วิหารมีลักษณะทรงไทยประยุกต์ ๔ มุขคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดกว้างและยาวของฐาน ๑๑ เมตร ตัวมณฑปกว้างและยาว ๗ เมตร สิ้นค่าก่อสร้างจำนวน ๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท

พระปรางค์และเจดีย์
พระปรางค์และเจดีย์หลังเดิมสร้างโดยโยมปู่นุ้ยและโยมย่าทับ (บรรพบุรุษของพระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ต่อมาพระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้ปรารภว่าพระปรางค์องค์เดิมที่สร้างไว้นั้นทรุดโทรมคร่ำคร่าลงไป จึงได้บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖

ขันน้ำมนต์ทองเหลือง
ขันน้ำมนต์ทำด้วยทองเหลืองขนาดใหญ่ สลักตัวอักษรเป็นหลักฐานว่าพระยาเกษม ศุขการี และคุณหญิงไผ่ เกษมศุขการี ไดสร้างวัดสังฆราชาราษฎรบำรุง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ เพื่อเป็นอนุสรณ์เมื่อคราวท่านทั้งสองเดินทางมาเป็นเจ้าภาพถวายกฐินแก่วัดสังฆราชา

โรงเรียนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
พ.ศ. ๒๕๒๓ พระครูวินัยธรสายหยุด สุภทฺโท (ต่อมาเป็นพระครูสังฆเสนานุวัตร) ได้ดำเนินการเปิดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีขึ้น มีนักเรียน ๔๕ รูป โดยเปิดสอนระดับประโยค ๑-๒ และ ประโยค ป.ธ. ๓ แต่ปรากฏว่าสถานที่เรียนไม่เพียงพอจึงได้เสนอโครงการสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ ต่อเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ วันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๔ พระเดชพระคุณฯ ได้เมตตานุเคราะห์รับเป็นเจ้าภาพสร้างอาคารเรียนหลังใหม่จนแล้วเสร็จเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๔๗ ตัวอาคารมีขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๓๖ เมตร แบ่งเป็น ๑๘ ห้องลักษณะเป็นทรงไทยประยุกต์ ๓ ชั้น สิ้นงบประมาณจำนวน ๑๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท


Last modified on Monday, 16 May 2011 05:08

Related items (by tag)

Login to post comments
Banner
You are here